Profil von mayp i a n i s s i m oFotosBlogListenMehr Extras Hilfe

p i a n i s s i m o

Es sind keine Fotoalben vorhanden.
ขอบคุณสำหรับการเข้าเยี่ยมชม!
Bitte warten...
Der eingegebene Kommentar ist zu lang. Bitte kürzen Sie ihn.
Sie haben keine Angabe gemacht. Bitte versuchen Sie es erneut.
Ihr Kommentar kann im Moment leider nicht hinzugefügt werden. Bitte versuchen Sie es später erneut.
Zum Hinzufügen eines Kommentars ist die Erlaubnis von einem Elternteil erforderlich. Erlaubnis einholen
Der Elternteil hat die Kommentarfunktion deaktiviert.
Ihr Kommentar kann im Moment leider nicht gelöscht werden. Bitte versuchen Sie es später erneut.
Sie haben die maximale Anzahl an Kommentaren, die pro Tag zugelassen sind, überschritten. Versuchen Sie es in 24 Stunden erneut.
Kommentare wurden in Ihrem Konto deaktiviert, da in unseren Systemen angegeben wird, dass Sie anderen Benutzern möglicherweise unerwünschte E-Mails versenden. Wenn Sie der Meinung sind, dass es sich beim Deaktivieren Ihres Kontos um einen Fehler handelt, wenden Sie sich an Windows Live Support.
Schließen Sie die Sicherheitsüberprüfung unten ab, damit Sie ein Kommentar hinterlassen können.
Die bei der Sicherheitsüberprüfung eingegebenen Zeichen müssen den Zeichen im Bild oder in der Audiodatei entsprechen.
nung ningschrieb:
ชอบบบบบบบบบบบบ อีกรอบ
9 Dez.
nung ningschrieb:
ชอบๆ 
20 Aug.
18 August

Here comes the sun and I say it's all right

Here comes the sun, here comes the sun,
and I say it's all right

Little darling, it's been a long cold lonely winter
Little darling, it feels like years since it's been here
Here comes the sun, here comes the sun
and I say it's all right

Little darling, the smiles returning to the faces
Little darling, it seems like years since it's been here
Here comes the sun, here comes the sun
and I say it's all right

Sun, sun, sun, here it comes...

Little darling, I feel that ice is slowly melting
Little darling, it seems like years since it's been clear
Here comes the sun, here comes the sun,
and I say it's all right
It's all right 
23 Mai

It is beautiful, then gone.

สองอาทิตย์ก่อนไปแกร่วในร้านหนังสือประมาณสามชั่วโมง
กิจกรรมผ่อนคลายแบบนี้เพิ่งจะได้แวะเวียนเข้ามาในรอบหลายสัปดาห์ที่มีแต่งาน(tedious one)
พอรู้ตัวว่ามีเวลาเหลือเฟือ เพียงแค่เห็นหิ้งหนังสือขนาดใหญ่บรรจุหนังสือนับหมื่น
ยังไม่ทันจะก้าวเข้าร้าน
หัวใจก็เต้นแรงอย่างกะฉีดกาแฟเข้าเส้น

โดยปกติแล้วเวลาที่ทำงานกราฟฟิคจนเอียนมากๆ
เวลาเดินผ่านหนังสือประเภทนี้จะรู้สึกวิงเวียน อ้วกจะแตกรดหนังสือ
พาลทำให้คิดงานไม่ออกไปเลยก็มี
แต่ถ้าได้เว้นระยะห่างพองาม ค่อยๆไล่ดูทีละเล่มทีละหน้า
กลับให้ความชุ่มฉ่ำเล็กๆน้อยๆไปจนถึงแรงบันดาลใจมหาศาล
ปิ๊งเล่มนึง ชื่อ fingerprint เป็นหนังสือเกี่ยวกับงานกราฟฟิคที่เป็นงานมือ
แบ่งประเภทเป็น typo, illustration
พวกฝรั่งมักจะลายมือทุเรศ
(โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกฝรั่งที่เป็นใหญ่เป็นโตในองค์กร
เขียนโน้ตอะไรมาให้ ไม่เคยอ่านออกโดยไม่ต้องใช้ความพยายามเลย)
แต่พอเป็นgraphic typo ก็เขียนออกมาแบบน่ารักน่าชังโดยไม่ต้องพึ่ง grid guide เส้นบรรทัด
ภาพวาดจากลายเส้นปากกาที่ดูยังไงก็แค่วาดเล่น เอามาใส่ฟอนท์น่ารักๆในคอม
ก็ออกมาเป็นปกซีดีแสนสวย โปสเตอร์เท่ๆ  
ทำให้คิดถึงวิชาอาจารย์ผู้ใหญ่บ้านขึ้นมา
ทุกวันนี้ใครๆที่จะทำงานออกแบบสิ่งพิมพ์คงหลีกเลี่ยงอิลลาสโฟโต้ชอปเพจเมกเกอร์อินดีไซน์ไม่พ้น
เดี๋ยวนี้เด็กม.1ก็ใช้โปรแกรมพวกนี้เป็น
วิชาวาดเส้น สตูดิโอต่างๆที่เป็นวิชาบังคับ ที่เห็นเป็นวิชาน่าเบื่อ เรียนให้มันจบๆไปคาบนึง
เพราะคิดว่าถึงเวลาทำงานส่งก็คงไม่เสียเวลามาวาดมือหรอก
 
แค่ฟังอาจารย์พูดปาวๆว่า "ต่อให้โลกนี้ไม่มีไฟฟ้าใช้ คุณก็ยังทำงานเป็น"
คงไม่สามารถลบล้างความคิดแบบมักง่ายมักสะดวกในตอนนั้นลงได้
assignment ทุกชิ้นใน3-4วิชาที่อาจารย์สอน ล้วนแล้วแต่ "ทำด้วยมือ" ทั้งสิ้น
(จะมีใช้คอมพิวเตอร์มาช่วยบ้างก็เล็กๆน้อยๆ เช่นทำลายพื้นกระดาษหรือปรินท์ฟอนท์สวยๆออกมาแปะงาน)
ยิ่งทำเยอะงาน ก็ยิ่งชินกับการวาดรูป การตัด การแปะ การลงสี
และที่สำคัญที่สุดคือ neatness หรือความเนี้ยบ
ด้วยความเป็นศิลปินที่มีวินัยและความสะอาดประณีตสูง
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมฉายาของอาจารย์ในคณะจิตรกรรมถึงเป็น "แมงซีเนี้ยบ"
สุดท้าย ความสมบูรณ์แบบที่คอมพิวเตอร์ปรนเปรอพวกเรา ก็ไม่ใช่คำตอบที่ถูกที่สุดอีกต่อไป
การมี medium ที่หลากหลาย ไม่ได้ยึดติดกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี หรือ งานฝีมือล้วนๆ
ทำให้ creativity กับ aesthetics ถูกงัดออกมาใช้ได้มากขึ้น สวยงามขึ้น แปลกใหม่ขึ้น
แต่ถ้าวันไหนไม่มีไฟฟ้าใช้ขึ้นมา fingerprint ที่อาจารย์สั่งสมมาให้ก็ยังสว่างอยู่
 
บนหิ้งมันวางอยู่สองเล่ม เล่มนึงห่อพลาสติกเอาไว้
ส่วนอีกเล่มเปิดเอาไว้ให้ลูกค้าดู แต่ก็ไม่ได้อยู่ในสภาพที่เยินมาก
อยากได้แต่วันนั้นยังต้องเจียดเงินเอาไว้ประทังชีวิต เลยได้แต่มองตาปริบๆ ปริบๆ
อาทิตย์ต่อมาเล่มที่ห่อพลาสติกเอาไว้หายไปแล้ว
 
อาทิตย์ล่าสุด ลูกหนี้ได้ชำระหนี้ก้อนที่พอจะซื้อหนังสือแล้วพอจะมีเงินเหลือเลี้ยงปากท้อง
รีบแจ้นไปที่ร้าน
ปรากฏว่า

มันไม่อยู่แล้ว

พอสติกลับมา เล่มแรกที่มันสะดุดตา
ชื่อหนังสือมันเด่นเด้งออกมาว่า

It is beautiful, then gone.
 
13 Dezember

Resignation is my hobby.

งานแรกของเสาที่ทำได้สี่วันแล้วกะชิ่ง
พยายามจะเสนอไอเดียว่าจะใช้เหตุผลอะไรไปอ้าง
สุดท้ายเราก็เห็นพ้องต้องกันว่าการใช้ไสยศาสตร์แอบอ้าง
น่าจะเสี่ยงต่อการโดนครหาน้อยที่สุดในกรณีที่นายจ้างไม่กล้าลบหลู่

แบบที่1

"พี่แพทคะ เสามาขอลาออก"
"อ้าววววววววว" "ทำไมล่ะคะ น้องเสา มีอะไรไม่แฮปปี้เหรอคะ"
"อะ คือ คือว่า" ทำท่าตกใจสะดุ้งเฮือก แล้วรีบพูดลิ้นรัว ยกมือปัดป้องเป็นพัลวัน
"ไม่ ไม่มีอะไรค่ะพี่แพท คือเป็นเหตุผลส่วนตัวน่ะค่ะ พูดไม่ได้จริงๆ"
"บอกพี่มาเถอะ มีอะไรเหรอ"
"คือ พี่แพทคะ อย่าให้เสาพูดเลยค่ะ มันลำบากใจมาก คือว่าพูดไปก็คงไม่มีใครเชื่อ
ขอบคุณพี่แพทมากที่ให้โอกาสเสา" พูดจบก็มองไปหลังพี่แพทพลางสะดุ้งเฮือกตาโต
ร้องกรี๊ดจนลั่นตึกถึงกับหมดสติไป...

แบบที่ 2

"พี่แพทคะ เสามาขอลาออก"
"อ้าววววววววว" "ทำไมล่ะคะ น้องเสา มีอะไรไม่แฮปปี้เหรอคะ"
"พี่แพทคะ ทีแรกเสาว่าจะไม่พูด แต่เสาก็คิดว่าพี่แพทควรจะรู้ไว้
คือว่าเสาเห็น"
"เห็นอะไรคะน้องเสา"
"คือเสาบอกตรงๆไม่ได้น่ะค่ะ คือตอนนี้เค้าก็นั่งฟังอยู่หลังพี่แพท"

พอเสร็จจากเจ้านาย ก็รี่เข้าไปหาน้องฝึกงานที่เกลียดขี้หน้ากันแต่แรกเห็น
"เนี่ย พี่ไม่ได้อยากให้น้องกลัวนะ แต่ถ้าพี่ไม่พูดพี่จะไม่สบายใจมาก
ที่จริงแล้วถ้าพูดออกไปมันก็อาจจะเข้าตัวพี่ได้ แต่พี่เป็นห่วงน้องมากกว่า
เอาเป็นว่าทำตามที่บอกละกันนะ ไปเอากล้วยมาแขวนหน้าบ้านสามหวี เป็นเวลา 1 อาทิตย์
แล้วเขียนหน้าบ้านว่า บ้านนี้ไม่มีกล้วยขาย"
................................................................

ประสบการณ์การลาออกครั้งแรกของเรา
ทำกราฟฟิคที่แมริออทได้สองเดือนครึ่ง ชั่งใจอยู่นานว่าจะอยู่ให้ผ่านโปรดีมั้ย
ไม่อยากจะดูเป็นเด็กไม่รู้จักโต เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ อยากจะอดทนให้ถึงที่สุด
4เดือนจะว่าไปก็ไม่ใช่ยาวนานอะไร แถมเพื่อนร่วมงานทุกคนก็ดีแสนดี
แค่ไม่คิดว่าการทนทำสิ่งที่ฝืนมากๆให้ชินๆไปในที่สุดจะเป็นวิธีที่ถูก

พอมาเป็นสถานการณ์ของตัวเอง ไม่ต้องคิดให้ลำบากแบบเสา
ยากกว่าเสานิดหน่อยตรงที่ต้องมี exit interview เป็นพิธีรีตรอง
เหตุผลที่ลาออก: งานจำเจ คิดว่าตนเองไม่เหมาะกับความเป็นทางการ
คำถามสุดท้าย
Would you consider working with Marriott again in the future?
กลัวว่าจะโดนซักไซ้ไล่เลียงจนลังเลเลยตอบแบบกึ่งเล่นกึ่งจริงไป
I wouldn't think about working in hotel industry any longer.

ไม่เคยพูดอะไรตรงขนาดนี้ กระชับขนาดนี้มาก่อน
เค้าก็แค่ขำ แล้วก็จากกันด้วยดี

ก่อนจะถึงวันสุดท้ายแค่สองสามวัน ยังรู้สึกเหมือนว่าโลกแห่งความซ้ำซากจะดำเนินไปไม่มีวันสิ้นสุด
ฝันว่า เหลืออีกแค่สองวัน พอตื่นมาถึงรู้ว่า เหลือตั้งสามวัน
ก็อยากจะร้องไห้ออกมาทันที

นี่เป็นการตัดสินใจครั้งที่ถูกที่สุดในชีวิตเลยเหอะ
..................................................................

หลังจากเรียนจบ เข้าสู่ชีวิตการทำงาน รู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นคนแก่ขึ้นมาทันที
ความเป็นผู้ใหญ่ในสายตาเรา มันคือการแก่ลงๆทุกวันอย่างไม่มีเงื่อนไขหรือข้อยกเว้น
เลยไม่คิดว่าการอดทนกับอะไรที่ไม่ใช่ จะให้ประโยชน์หรือประสบการณ์อะไรบางอย่างได้

เราเห็นแต่แง่ที่มีแต่จะเสียเวลาของกันและกันมากกว่า
..................................................................

สามสี่วันก่อนเราขอลาออกจากงานที่ทำอยู่สองครั้งภายในสองวันติดต่อกัน
จนป่านนี้ก็ยังออกมาไม่ได้

งานที่ทำอยู่คือร่วมออกแบบหนังสือเรียนเด็กเล็ก
ซึ่งทีแรกเข้าใจว่าจะได้เป็น Illustrator
แล้วก็ดูเหมือนเค้าจะโอเคกับงานที่เอาไปพรีเซนต์ในวันสัมภาษณ์แล้ว

นอกจากปัญหาเรื่องความไม่ชัดเจนของโครงการ
ยังมีเรื่องการทำงานทับซ้อนกันกับกราฟฟิคดีไซเนอร์คนที่เค้าจ้างอยู่
ซึ่งอาวุโสกว่าเรามาก และการจ้างเราไปวาดรูปแทนเป็นวิธีที่ผิดมารยาทมาตั้งแต่ต้น

เราไม่อดทนเลย แต่กับงานนี้ที่มันคลุมเครือมาแต่แรก เราพยายามจะรอให้ถึงวันที่จะได้วาดรูป
จนกระทั่งวันที่พี่เค้าบอกว่าเรามีหน้าที่แค่แปลงคำให้เป็นไกด์ภาพ ส่วนเรื่องวาดเป็นคนเก่าทำ
วันรุ่งขึ้น ก็ขอลาออกทันที "ที่จริงพี่ไม่จำเป็นต้องมีเมย์แล้วก็ได้"

พี่ๆที่ทำงานด้วยอายุ 44 ทั้งคู่ โชกโชนด้วยประสบการณ์ ผ่านงานมาหลายแบบ
เค้าก็พูดหว่านล้อมจนเราต้องคิดว่าลองดูอีกซักตั้ง
แต่วันรุ่งขึ้น เราก็ตัดสินใจลาออกอีก
เค้าก็ยังใจดี มีข้อเสนอที่เป็นธรรมกับเรา
ถึงจะยังไม่ได้ตอบ แต่ก็เริ่มอึดอัดใจที่เค้าพยายามจะรั้งไว้
จะให้วาดรูปไปให้เจ้าของโครงการดูอีกรอบ แล้วที่รับไว้ทีแรก
ไม่ได้มีความหมายอะไรเลยเหรอ
เราก็คิดว่าเราผ่านขั้นทดสอบมาแล้วซะอีก

แล้วถ้าเจ้าของไม่แฮปปี้ ยังอยากจะรั้งเราอยู่มั้ย
เรื่องนอกเหนือจากขอบเขตงานที่พอจะช่วยได้ ก็พยายามจะช่วยมาหมดแล้ว
นอกนั้น เป็นส่วนที่เรียกว่า "เกินความสามารถ" จริงๆ
..................................................................

ที่ผ่านมาไม่เคยคิดเลยว่าความอดทนเป็นส่วนนึงของงาน
ระหว่าง ทนทำงานหนัก ทนเรื่องคน หรือทนเรื่องความคลุมเครือ
อันไหนมันง่ายกว่ากัน
..................................................................

ในขณะที่ยังกลุ้มใจเรื่องตัวเองอยู่นี้
สิ่งปลอบประโลมใจให้เบิกบานได้ง่ายที่สุด คือการประชดตัวเอง และโบโบ้ซึ่งกำลังจะประกาศลาออกพรุ่งนี้
โดยการคิดสคริปต์ในการขอลาออกให้มัน

จินตนาการน้ำเสียงแบบเย็นชากึ่งงอนของโบตามไปด้วยจะดีมาก
1. พี่งกเกินค่ะ หนูรับไม่ได้ ขึ้นเงินเดือนให้แค่ 600 หนูไปช่วยแม่ขายหวยบนดินดีกว่าเยอะ
2. โบว่าโบคงหาที่ที่ดีกว่านี้ได้ไม่ยาก ดังนั้นเลยไม่ได้หาที่ใหม่ก่อน
3. โบไม่อยากตกเป็นเหยื่อของระบบ sexual discrimination ของที่นี่
4. พี่ไม่รู้จริงๆหรือแกล้งไม่รู้กันแน่ อาร์ตไดที่นี่หน้าตาไม่ได้เรื่องจริงๆ
5. บริษัทนี้ไม่คู่ควรค่ะ

แต่โบบอกว่าแบบนี้บัวจะช้ำน้ำจะขุ่น การออมชอมที่ไม่พาดพิงถึงที่ทำงานใหม่ และรักษาความสัมพันธ์กับที่เก่า จึงล้วนเข้าตัวทั้งสิ้น
1. แม่บอกว่าที่นี่ผู้ชายเยอะ ไม่ให้ทำ
2. หนูท้อง สามีไม่ให้ทำแล้ว
3. หนูท้อง แม่จะส่งไปเก็บตัวที่อเมริกาจนกว่าจะคลอดน่ะค่ะ ป่านนี้ยังไม่รู้เลยว่าใครเป็นพ่อ
4. ถ้ำกระบอกเรียกตัวกลับไปรักษาต่อน่ะค่ะ
5. วิธีแบบเสา
6. หนูชอบพี่ค่ะ!!!!!!!
..................................................................

สุดท้ายเสาก็ไม่ได้ใช้แผนการที่อุตส่าห์วางไว้ซะดิบดี มันก็แค่โทรไปขอโทษหลังจากที่หายไปซักพัก
มันก็ต้องลงเอยแบบนี้นั่นแหละ
จะเลียนแบบดีมั้ยเนี่ย
แต่การหายไปเฉยๆ ไม่ mature เลย

พรุ่งนี้ไปขอลาออกอีกรอบ

บอกว่าท้องดีกว่า

02 Juni

Japanization

ประมาณเดือนก่อนโชคดีเปิดไอทีวีตอนดึกๆแล้วเจอละครสนุก
ที่จนป่านนี้ก็ยังจำชื่อเรื่องไม่ได้
เป็นเรื่องเกี่ยวกับครอบครัวที่มีแม่กะลูกชายสามคน
มีปมชีวิตยุ่งๆให้คลายกันไปในแต่ละอาทิตย์
 
หลังจากที่ห่างหายจากวงการสไตล์นี้มานาน
การได้กลับมาดูอีกครั้ง
ถือเป็นการชาร์จความกระชุ่มกระชวยให้กับชีวิตโหลยโท่ยหลังเรียนจบ
 
จากประสบการณ์การเรียนภาษาญี่ปุ่นผีบ้าที่เรียนเท่าไหร่ก็ไม่จบ
อย่างนึงที่ชอบคือมันเป็นภาษาที่ vague (ดาไม่ชอบให้กูออกเสียงแบบฝรั่งเศสว่า ว้าก)
ด้วยระบบแกรมม่าที่ซับซ้อนเหี้ยๆ ทำให้เวลาแปลเป็นภาษาไทยแล้วดูเยิ่นเย้อ
เรื่องแบบนี้ คนที่ดูละครเรื่องนี้มาก่อน ดูมาหลายเรื่องกว่า
และมีความบ้าเป็นพื้นฐานอย่าง ดา ย่อมเข้าใจได้เป็นอย่างดี
คุยกะมันว่าชอบละครญี่ปุ่นมากกว่าเกาหลี ชอบที่พูดว่าเหหหหหหหหหหห ชอบการใช้ภาษาแบบญี่ปุ่นๆ
จากแค่ลองพูดกันเล่นๆ 2-3 ประโยคใน msn เช่น
กู : ชั้นน่ะนะ ไม่ว่าจะยังไง ก็จะหางานให้ได้
ดา : อืม นั่นสินะ แต่อย่างเธออ่ะ ไม่ต้องห่วงอยู่แล้วนี่ ใช่ม้า
 
ก็ค่อยๆพัฒนาเป็นตั้งชื่อภาษาญี่ปุ่นให้กัน
ดา - ซาดาโกะ
นุ่น - รัวงิ (มาจากความรั่ว)
กู - เมอิ
แค่ชื่อแบบนี้กับบทสนทนาประสาทแดกเยิ่นเย้อนี่ยังไม่ advanced พอ
หลังๆเราเริ่มสร้างคาแรกเตอร์ให้เป็นคนญี่ปุ่นอย่างจริงจังโดยไม่ต้องนัดหมาย เพราะความลื่นไหลของบทสนทนาจะพาให้เนียนไปเอง
(เพื่ออรรถรสในการอ่าน ให้นึกถึงเสียงพากย์ละครที่คุ้นเคย)
 
ซาดาโกะ : ชั้นหน่ะนะ ดูภายนอกเหมือนจะยอมคน แต่ว่าที่ยอมก็ไม่ใช่เพราะเป็นคนใจดี แต่เพราะฉันหน่ะ กลัวมากๆเลยรู้ไหม ความรู้สึกว่าคนอื่นเกลียดชั้นหนะ
เมอิ : เห ไม่จริงหรอก  ทำไมคิดแบบนั้นล่ะใครจะเกลียดซาดาโกะจังได้ลงคอ เธอน่ะดีกับทุกคนเสมอ ดังนั้น อย่าคิดมากเลยนะ
ซาดาโกะ : รัวงิกับเมอิคงไม่เคยสินะ ความรู้สึกแบบนี้หนะ ก็รัวงิกับเมอิเป็นลูกโชกุนหนิ
 
แล้วกูกะนุ่นก็ต้องเล่นเป็นลูกสาวโชกุนไปโดยปริยาย
ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยที่ทุกคนพยายามโยงให้เข้ากับญี่ปุ่น
 
รัวงิ : ว่าแต่เมอิจัง ที่ครอบครัวของเธอจะให้เธอไปพบกับคู่ดูตัวน่ะ ไปถึงไหนแล้วหรอ
เมอิ : แล้วคุณป้าของรัวงิยังคิดจะส่งเธอเข้าโรงเรียนฝึกเกอิชาอยู่รึเปล่าน่ะ ชั้นกังวลแทนเธอจริงๆ
 
แล้วยิ่งกว่าขึ้น advanced พวกเราเริ่มตั้งชื่อให้โปรและโยงให้เข้าเรื่องโดยเพิ่ม background ของแต่ละตัวละครเข้าไป
 
เมอิ
มาจากโอซาก้า ติดสำเนียงคันไซ
คนที่ชอบ ผ.อ.เคย์สุเกะ (พี่เกย์)
แห่งโรงเรียนสอนศิลปะวัฒนธรรมญี่ปุ่น เป็นชาวชิซึโอกะ ที่มีการปลูกชาที่ดีที่สุด
 
ซาดาโกะ
พื้นเพเป็นชาวนาระ
มาจากตระกูลอิเอยาสุ
ชอบรุ่นพี่อันโด โตกุกาว่า
เหมาะสมกันมากเพราะมีต้นตระกูลเป็นโชกุน
โทดทีเถอะ  โตกุกาว่า อิเอยาสุ คือคนคนเดียวกัน มันคือชื่อและนามสกุล -_-
 
นุงูฉิ
พ่อเธอเป็นคนนาโกย่า
แม่สืบเชื้อสายมาจากตระกูลของท่านอิคคิวซัง
มีพื้นเพเป็นชาวเกียวโต
แฟนชื่อ ซาโอโตเหมะ
ต้องไปเยี่ยมท่านทวดที่วัดอังโคะคุจิบ่อยๆ
 
รัวงิ
อันนี้รั่วหนักถึงขั้นไปหาข้อมูลจากเวบไซต์ว่าตัวเองเกิดปีโชวะที่เท่าไหร่
มีคุณป้าที่เข้มงวดชื่อว่า มิงาวะ ติน
"แม่ของชั้นเป็นคนโยโกฮาม่า แต่พอดีเดินทางไปเก็บเห็ดเมืองหนาวที่ซัปโปโร เลยได้เจอกับคุณพ่อของชั้น ช่างน่าประทับใจมาก"
ชอบโกเฮซังนักเล่นหมากกระดานที่จีบผุ้หญิงด้วยการอะนาแกรมศัพท์
 
เฮมเบะ
มีพี่ชายชื่อ เชนโง
แม่เป็นคนฮอกไกโด ส่วนพ่อเป็นคนโอกินาว่า แต่เกิดที่ไซตามะ

เหมียว - ชินโนะสึโกะ
บอย - โบยสึเกะ แอบชอบซาดาโกะ
เม่ย - เนเน่
 
รอพากลับมาเล่นด้วย นี่ก็ตัวจริงเหมือนกัน คงรั่วกันไปได้อีกไม่จบสิ้น
 
ชอบพวกเราที่มักจริงจังกับการเล่นเสมอ
พยายามแกะเนื้อเพลงภาษากวางตุ้งตอนทริปเอฟโฟ
จะเล่น square ก็ถึงกับลอคห้องเพื่อเตี๊ยมกัน
อัดเพลงเล่นๆกันเพลงนึงก็ยังต้องเทคเป็นสิบๆรอบ
 
ถึงใครๆจะไม่เข้าใจว่าการเล่นแบบนี้มันสนุกยังไง
แต่ถ้าเป็นพวกเธอ ต้องเข้าใจได้ดีแน่ๆ
ดีใจ ที่ได้โตมาด้วยกัน
แล้วก็หวังว่าเราจะแก่ไปด้วยกัน
 
จากนี้ไป ก็ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะ
03 April

HAPPY TOGETHER

你以目光感受 浪漫寧靜宇宙
總不及兩手 輕輕滿身漫遊
再見日光之後 慾望融掉以後
那表情會否 同樣溫柔

意亂情迷極易流逝 難耐這夜春光浪費
難道你可遮掩著身體 分享一切
越是期待越是美麗
來讓這夜春光代替
難道要等青春全枯萎 至得到一切

你我在等天亮 或在沉默醞釀
以嘴唇揭開 講不了的遐想
你我或者一樣 日夜尋覓對象
卻朝夕妄想 來日方長

意亂情迷極易流逝 難耐這夜春光浪費
難道你可遮掩著身來分享一切
越是期待越是美麗
來讓乍現春光代替
難道要等一千零一世 才互相安慰

28 Februar

อารดี

• ตั้งแต่เกิดมา
ช่วงที่รู้สึกว่าตัวเองทำตัวมีคุณค่าพอที่กับที่แชร์ออกซิเจนกับชาวโลก
คือช่วงทำละครเวทีทั้งม.5 และม.6
ได้ทำงานหนัก หลับสบาย มีชีวิตชีวา
 
ถึงเราจะมีหน้าที่แค่ระบายสีคัตเอาท์
เตรียมพรอพให้เชษฐ์ร่างยักษ์ เอามาปาลงพื้นทุกๆรอบ
ก็ยังไม่รู้สึกเหนื่อยเลยซักนิด
(จริงๆเพราะได้แอบดูผู้ชายทุกวันไปด้วย)
 
มาเป็นแบบนี้อีกครั้งตอนทำ thesis
ตื่นมาประมาณบ่ายโมงก็รู้สึกผิดที่นอนเยอะเกินไป
แต่พอได้ลองนั่งทำงานจริงๆจังๆจนไฟติดแล้ว ข้าวก็ลืมกิน น้ำก็ลืมอาบ
สิ่งเดียวที่บอกเวลาได้คือฟ้าสว่างกับฟ้ามืด
เอาจริงๆแล้วเราก็ไม่ใช่ประเภทวางแผนไว้แล้วก็ทำได้ตามแผนแบบนั้นว่ะ
แค่คิดไว้คร่าวๆ และส่วนใหญ่ก็จะทำได้ไม่ครบ
อายุปูนนี้ ถึงใจจะเตลิดเปิดเปิงไปถึงวันรับปริญญา
ร่างกายก็ไม่ได้อึดทรหดอดทนแบบตอนสาวๆอีกแล้ว
อดนอนคืนเดียวก็แทบจะเป็นลม
เหนื่อย
แต่มีความสุข
(คุ้นๆว่าประโยคนี้ใช้กับพวกแม่ๆมือใหม่)
 
• หลังโฮกแบบเอาเป็นเอาตาย พอมีชีวิตแบบว่างๆ
ตื่นมาไม่มีแผนการแบบลนๆอยู่ในหัว
หายใจเข้าออก ให้กลางวันกลางคืนมันสลับกันไปเรื่อยๆ
 
เลยไม่มีความจำเป็นที่จะต้องรู้ว่านาฬิกาเดินถึงเลขอะไร
ปฏิทินฉีกถึงวันที่เท่าไหร่
วันแรกที่ตื่นมา รู้สึกเคว้งคว้างมากจนจิตตก
ก่อนหน้านี้ เราวางแผนอนาคตไว้ถึงแค่วันที่งานเสร็จ
เวลาเพื่อนๆคุยกันเรื่องแผนการหลังเรียนจบ
จึงฟังดูเหมือนเป็นภาษาต่างดาวต่างด้าวที่ไม่เข้าใจ
 
มองไม่เห็นข้างหน้าเลยจริงๆ
 
• วันนี้ 27 กุมภา มี recital ครั้งสุดท้ายในชีวิตมหาลัยของวิว
แซนโทรมาเตือน ถึงจะนึกออก
โชคดีที่พกกล้องมา แล้วก็ยังพอจะไปทันได้ดูครึ่งหลังอีก 3 เพลง
 
วิวที่ความสูงไม่น่าจะเกิน 150
ยืนอยู่หน้าแกรนด์เปียโนที่เตี้ยกว่ามันไม่เท่าไหร่
ดูๆแล้วก็น่าเอ็นดูเหมือนพวกเด็กแก่แดดทั่วไป
พอเสียงเพลงดังขึ้น
แค่มันขยับนิ้ว เริ่มบรรจงเล่น ก็เปลี่ยนเป็นคนละคน
 
ตั้งแต่รู้จักกันมา
นอกจากเรื่องที่มึงบอกกูให้เอานิ้วตีนเล่นแยกประสาทแทนนิ้วมือ
สิ่งแรกที่สั่งการให้สมองกูประมวลผลออกมาเป็นมึงก็คือ ไวโอลิน
เข้าชมรมดนตรีด้วยกัน
โดนอาจารย์ทวีนุชลากไปเล่นเพลงดูซเซอะ ฟร้ออออง เซอะ
ต้องเสียเวลานอนเล่นอยู่กับบ้านไปนั่งแกะเพลงบ้านมึง
 
ตอนอาจารย์หาคนไปประกวดวาดรูป
อาจารย์ : อารดีถนัดสีอะไร
อารดี : สีไม้ค่ะ
เรากะดายังหัวเราะคิกคักกันว่า สีไวโอลินตะหาก
 
• คุณนิ้วกลมเขียนไว้ในหนังสือโตเกียวไม่มีขา ทำนองว่า
ชีวิตเราแบ่งออกเป็นสองทาง
ทางที่เลือก กับทางที่ไม่ได้เลือก
ซึ่งเราจะไม่มีวันรู้ว่าถ้าเลือกไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้น
อาจจะเพราะเหตุผลนี้ ที่ทำให้เรายังสงสัยอยู่เสมอ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันที่เหนื่อย หรือเบื่อมากๆ
ว่าถ้าตอนนั้นเราตัดสินใจอีกแบบ
มันจะดีกว่าที่เป็นอยู่ หรือยิ่งแย่ลงไปอีก
ในขณะที่ปัญหาปัจจุบันยังไม่มีทางออก
มันก็ช่วยไม่ได้ที่จะจินตนาการไปถึงทางที่มีความเป็นไปได้ที่จะสว่างกว่า ตั้ง 50%
 
หนัง Sliding Door แบ่งเรื่องออกเป็นสองทาง
คือแบบขึ้นรถไฟทัน กับขึ้นไม่ทัน 
 
ข้ามเส้นแบ่งแค่ประตูรถไฟ ในเวลาที่เฉียดฉิว
เราไม่มีทางรู้เลยว่าเหตุการณ์จะพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ
หรือจะแค่แตกต่างกันในรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ
 
• เรื่องน่ากังวลของการสอบเอ็นทรานซ์ คือ
จะได้คะแนนมากพอที่จะเข้าคณะที่ตัวเองหมายปองเอาไว้รึเปล่า
(นี่คือกรณีของผู้โชคดีที่เลือกสิ่งที่เหมาะกับตัวเองได้แล้ว)

แต่ที่น่ากังวลกว่าคือ พวกที่ถึงจะมีคะแนนอยู่ล้นมือ แต่ยังหาเป้าหมายไม่เจอ
หรือบางคนก็มาค้นพบทีหลังว่าผิดเป้า (T_T)
แต่เรื่องน่าหนักใจของบางคน ไม่ใช่เรื่องคะแนนหรือการค้นหาตัวเอง
 
คะแนนสอบปฏิบัติดนตรี 93 จากคะแนนเต็ม 100 - อันดับ 1 ของประเทศ
ถ้าไม่ใช่คนที่ชีวิตขับเคลื่อนได้ด้วยดนตรี ก็นึกไม่ออกเลยว่าจะได้คะแนนแบบนี้มาได้ยังไง
คะแนนวิชาการรวม GPA  ประมาณ 350 จาก 400 กว่าๆ
สามารถเลือกได้หมดทุกคณะที่เลือกได้
 
วันยื่นผลเอนท์เพื่อเลือกคณะ
วิวยืนร้องไห้อยู่ตรงทางเข้า
พ่อแม่บอกให้เลือกอักษร
 
ยืนเครียดอยู่นานมาก
กว่าจะตกลงปลงใจกัดฟันเลือกเรียนดนตรีแล้วยอมไปเดาใจพ่อแม่
 
• ครั้งที่เป็น Junior Recital
มัวแต่เล่นกะนุชกะดาในความมืด
แต่ก็ชมความเก่งของวิวกันไม่ขาดปาก
เพลงคลาสสิคที่ปีที่แล้วฟังไม่รู้เรื่อง
ในปีนี้ก็ยังคงไม่รู้เรื่องอยู่ดี
คราวนี้ตั้งใจฟังมึงเล่น ตั้งใจมองการขยับของมือของคันชัก
สีหน้า ท่ายืน มึงเหมือนเป็นคนที่กูไม่รู้จัก
 
เก่งที่สุดเลยว่ะ
 
ขนลุกไปหลายระลอก
 
ไม่อยากจะมองเพื่อนตัวเองด้วยแววตาที่ชื่นชมขนาดนี้
แล้วก็ไม่อยากจะชมต่อหน้าตรงๆ(แต่ก็หลุดปากไปทีสองที หวังว่ามึงคงไม่สนใจ)
 
รู้สึกยินดี เหมือนเป็นลูกสาวตัวเอง
อีกใจก็อิจฉา ที่แกขึ้นรถไฟทัน แล้วก็ถูกขบวน

• กูติดตามคอนเสิร์ตมึงตั้งแต่สมัยอยู่เตรียม
ทุกครั้งที่ไปก็จะเจอพ่อมานั่งอมยิ้มมองมึง
 
หลังจากที่ยื่นคะแนนไป เป็นห่วงกันอยู่ซักพัก
มาถามเอาทีหลัง พอพ่อแม่รู้ว่าวิวไม่ได้เลือกอักษร
ก็ไม่ได้ว่าอะไรซักนิด
ใจก็ฝ่อกันไปได้เนอะ
 
วันนี้มึงคงมัวแต่เพ่งสมาธิไปที่ตัวโน้ต
คงไม่มีโอกาสเหลือบมาเห็น
แม่มึงนั่งดูไปก็ยิ้มไป
 
รอยยิ้มภาคภูมิใจแบบนั้นถึงจะไม่หวานเท่า
แต่กูก็มีนะ
 
แอบมายิ้มคนเดียว
ไม่อยากให้มึงเห็น
 
เขิน
23 Januar

Bizarre Love Triangle

Every time I think of you
I get a shot right through into a bolt of blue.
It's no problem of mine but it's the problem I find
- living a life that I can't leave behind.
There's no sense in telling me.
The wisdom of a fool won't set you free
but that's the way that it goes and it's what nobody knows
and everyday my confusion grows.
Every time I see you falling I'll get down on my knees and pray.
I'm waiting for that final moment you say the words That I can't say.
I feel fine and I feel good I feel like I never should.
Whenever I get this way I just don't know what to say
why can't we be ourselves like we were yesterday.
I'm not sure what this could mean.
I don't think you're what you seem.
I do admit to myself that if I hurt someone else
then I'll never see just what we're meant to be.
Every time I see you falling I'll get down on my knees and pray.
I'm waiting for that final moment you say the words that I can't say.
Every time I see you falling I'll get down on my knees and pray.
I'm waiting for that final moment you say the words that I can't say.

ชอบเพลงนี้ว่ะ

ฟังแล้วคิดถึงตอนเข้าแถวซื้อยำตอนม.5
พาฮัมขึ้นมาแล้วถามว่ารู้จักมั้ย

ความบังเอิญแบบนี้แหละที่น่าประทับใจ

พาเคยฟังโบสุนิตาร้อง
เราฟังจากเทปผีอัดขายเล่นของพี่สาวเร
เราทั้งคู่ไม่รู้ว่ามันคือเพลงอะไรของใคร
แต่ร้องคลอๆกันไปได้

ปรากฏว่าเทป compilation เถื่อนๆของเม่ยมีเพลงนี้อยู่
ปริศนาถูกไขออกมาตอนนั้น

ทำนองเนิบๆกะเนื้อเพลงวกวนของเพลงนี้ (เวอร์ชั่น frente!เท่านั้น)
ชาตินี้ยังไงก็คงลืมไม่ลงอีกแล้ว 555

Googlism for: bizarre love triangle

bizarre love triangle is
bizarre love triangle is not a punk song
bizarre love triangle is the only full cover
bizarre love triangle is the music of my life
bizarre love triangle is actually a love square when you throw in a troll who used to go out with anya back in the dark ages
bizarre love triangle is a classic
bizarre love triangle is on there
bizarre love triangle is peter coyote as ramon's writer uncle and kika's sometime lover
bizarre love triangle is a
bizarre love triangle is the centrepiece of this indie gem
bizarre love triangle is complete with monaco
bizarre love triangle is one of the most realistic and touching portrayals of romance in a recent film and provides many of the movie?s strongest
bizarre love triangle is established between reilly and the two sides of jeckyl
bizarre love triangle is crushed when charlotte finds humbert's secret diary in which he described his true feelings
bizarre love triangle is exposed
bizarre love triangle is anything but tricky
bizarre love triangle is quite well represented on the internet?
bizarre love triangle is revisited four years later when the pizza man is released from prison
bizarre love triangle is actually a cover a new order song
bizarre love triangle is created when a shy young gay man hides in the same apartment and spies on the couple
bizarre love triangle is pretty good
bizarre love triangle is a corrosive rather than a salve
bizarre love triangle is a conspiracy
bizarre love triangle is on it
bizarre love triangle is what will be mulder and scully's downfall
bizarre love triangle is 10
bizarre love triangle is typical of the euro
03 Januar

Thesis Definition

1. เหมือนรักแรกพบ เก็บไปฝันหวาน โอ ทีสิส เราจะมีอนาคตร่วมกัน
2. ปอบอกว่า คนในอยากออก คนนอกอยากเข้า
3. ต.1 คือช่วงจุดไฟรักให้โชติช่วงชัชวาลย์
4. ต้องเอาใจคนทุกคน make every expectation meet
5. โดนดูดพลังโดยศาสตร์ลี้ลับ ทำไมพลังถึงไปอยู่กับเพื่อนที่ขยันๆกันหมด ดูงานคนอื่นแล้วตัวเองก็มานั่งง่อย รู้สึกเหมือนโดนจัดชนชั้นวรรณะให้เป็นแค่ธุลีของจักรวาล 
6. ก้อนตะขิดตะขวงใจที่ทำให้เรื่องบันเทิงกลายเป็นความรู้สึกผิด อดดูหนัง อดไปเที่ยว แต่ออนไลน์ไม่รู้สึกอะไร
7. ต.2 เป็นการขู่ให้ฝ่อ "คุณรู้จักสิ่งที่ทำอยู่ดีแค่ไหน" เป็นหมาวัดไม่รู้ภาษา ริอ่านจะศึกษาพระคัมภีร์
8. โฮก
9. ต.3 ชะตาชีวิต - นกน้อยคล้อยบินมาเดียวดาย คิดๆมิวายกังวลให้หม่นฤทัยหมอง
10. ได้เจอหน้าคนประเภทเดียวกันมากขึ้น - พวกขี้เกียจ
11. คนที่เคยได้เจอก็จะไม่ได้เจอ ขั้นที่แย่ที่สุดคือพอเจอกันก็ต่อไม่ติด
12. ความสับสนที่โผล่มาเป็นระยะๆ - thesis ไม่ได้สวยงามแบบวันที่มึงตกหลุมรักเอฟโฟครั้งแรกหรอก แวนเนสก็มีรูปอุบาทว์เหมือนกันล่ะวะ   
13. รถไฟใน spirited away ไม่มีขบวนขากลับ กระโดดลงมาแล้ว ทำได้อย่างเดียวคือตะเกียกตะกายให้ถึงฝั่ง
14. ต.4 เราดีกันนะ
15. ความสำเร็จ ความปิติยินดี ความภาคภูมิใจอิสรภาพ การก้าวสู่ความเป็นผู้ใหญ่ 

ใกล้เข้ามาแล้วนะพวกแก
หวังว่าจะทำงานอย่างมีความสุข
ไฟลุกโชนเหมือนที่ค้นพบมันในวันแรกนะ
เสร็จแล้วเราไปเฉลิมฉลอง
ชดเชยกับที่ต้องทนกร่อยในเวลาที่ชาวบ้านเค้าสนุกกัน
สวัสดีปีใหม่

ยังมีอีกข้อ

16. nostalgia again - อาการโหยหาชีวิตมหาลัย ถ้าไม่นับวันที่ต่างคนต่างโฮกกัน วันหยุดนักขัตฤกษ์ วันครอบครัว วันที่อยากอยู่คนเดียว วันป่วย วันหอยหลอดอะไรอีกมากมาย 4ปีที่อยู่ด้วยกัน เราเหลืออีกกี่วันเองวะพวกแก

ตั้งใจทำงานนะเพื่อนๆ
เอาใจช่วยอยู่
08 Dezember

conversations never end

อาจารย์ตั๋ง : ไปแก้สระลอยด้วยสิ ใช้กระซิบน่ะ
มิน : กระซิบเหรอ เคยใช้ค่ะ สมัยยังใช้พีซี
(จริงๆมันหมายความว่าสมัยที่อยู่ประเทศโลกที่สาม)

ฟ้า : ชั้นทำsketch 400 ชิ้น / เห็นข้าวเหนียวหมูทอดแล้วใจสั่น

ผึ้ง : รู้มั้ย อะไรที่ทำให้แกดูดี
มาร์ค : อะไร
ผึ้ง : ก็ชั้นไง

อะกรีกำลังจะเดินสวนมา
ชล : วันนี้หนาวเนอะ
เรา : หนาว
อะกรีเดินสวนไป เดือนหันมา
เดือน : ฮ่ะๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ(เสียงดัง)
ชล : เน้อออออออออ น้าวหนาว
เดือน : เฮ้ย เค้าไม่ได้ขำที่หนาว
เรา : เสาๆ นี่ไงอะกรี
เสา : อ๋ออออ น่ารักๆ (เพิ่มระดับเสียง) "agreeeeeeeeeeeeeeeee"

แอนนา : เฮ้ย ชั่นต้องรีบไปเรียนต่อว่ะ ล่วงหน้าไปก่อนนะ ตังค์ไม่พอให้เมย์จัดการ

กวาง : รวบรวมสติ ใช้สติ กำหนดสติ หายใจเข้าออกเป็นสติ อานาปานสติ เสียสติ

เรา : กูไม่อนุญาตให้คอมเมนต์ว่ะ
โบ : โห่ยยยยยยยย มึงแม่งไม่อ่อยเลย
เรา : เย้อออออออออออออออออออ

ตอนเล่นเกมสิ่งที่เข้ากัน
ฝัน : ควันพิษ กับ ทำร้ายหัวใจ
โบ : ทำร้ายหัวใจ เข้ากับ อกหัก
เรา : อกหัก กับ ไม่เป็นไร
โบ : เย้อออออออ อย่าเพิ่งเล่นต่อ สมุดๆ ขอกูจดก่อน

เรา : เคี้ยวเลย์กะทาโร่พร้อมกันมันเหมือนรสอาหารญี่ปุ่นจริงๆนะ
เบน : อืม กลิ่นของซีอิ๊วที่หมักไว้มันจะโชยขึ้นมาผสมกับรสของมันฝรั่งที่หั่นอย่างพิถีพิถันได้รสชาติมาก (พวกดูแด จัง กึม)

เสา : เดี๋ยวเรามานะ
เพื่อนๆ : ไปไหน
เสา : ไปฉี่บ้านกวาง

เสาวิ่งหน้าตาตื่นเปิดประตูห้องแดงตะโกนว่า
"เมย์เป็นคนแรกของวันอังคาร"
เรา : โอย กลัว ฉี่จะแตก
อาจารย์ชนิศาหันมายิ้ม : อะไรคะ
(ปากยิ้มอยู่ แต่สายตาบอกว่า เด็กพวกนี้นี่ไม่ไหวเลยนะค้า)
 
อ้อม : อาจารย์ขา วันนี้หนูมีแค่โลโก้ที่อาจารย์ให้ไปปรับปรุงอย่างเดียว หนูลืมสมุด sketch ไว้บ้านญาติ เย็นนี้ไปเอาค่ะ อาจารย์จะมาอีกวันไหนคะ หนูจะได้เอาอย่างอื่นมาให้ดู (หนูจะได้รีบกลับไปปั่น)

เรากะฟ้า : แล้วทำไมหญิงรู้อะ
หญิง : ก็เค้าเห็นจากหนังโป๊ของพี่ที่บ้านอะ
 
ส้ม : อาจารย์บอกว่า sketch สตอรี่บอร์ดกูใช้ไม่ได้ว่ะ เนี่ยๆ ไม่รู้เรื่องตรงไหน
เพื่อนๆ : รูปไรวะ แล้วนี่มึงเขียนว่าไรอ่านไม่ออกเลย
ส้ม : โห่ย โปรเจ็กต์สองพันล้านเค้าก็ sketch กันอย่างเงี้ยอะมึง

เพื่อนประยุกต์ที่เคยเล่นไพ่ในวัดด้วยกันแต่จำชื่อไม่ได้ : มาถ่ายรูปทำไร ทีสิสเหรอ
เรา : อืม เป็น reference น่ะ
มัน : ฮะๆ เร้ฟๆอะไรนะ เรฟเฟอเร้น
เรา : อืม reference
มัน : เรียกว่าข้อมูลอ้างอิงสิ ภาษาไทยมีทำไมไม่ใช้

............................................................
 
พา : จอนนี่ จูหนี่
เรา : จุหนี่ ชีอะ
ดา : หึๆๆ (เสียงต่ำ)
นุ่น : กูก็อยากลองเป็นจุหนี่ชีอะ อยากลองละหมาด
ทุกคน : .........
นุ่น : แล้วกูก็ลองไปเผาบ้านชาวพุทธ
(ตามมาด้วยเสียงหัวเราะลั่นบ้านของพาดาเรา)
นุ่น : พวกมึงอะไร กูไม่ได้รั่ว
ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

พวกฟูลเฮาส์ : แซน มึงเหมือนดองฮุก
เม่ย : ไม่ แซน กูขอยืนยันว่ามึงไม่เหมือนดองฮุก
แซนทำหน้าสบายใจ
เม่ย : ดองฮุกนิสัยดีกว่ามึงมาก

05 Dezember

Live as Steve, Stay with Bill

โดยปกติแล้วพวก fwd ที่เป็น text ยาวๆ
ถ้าไม่ใช่เรื่องที่กำลังสนใจอยู่ หรือมีข้อความสะดุดให้หยุดอ่าน
ก็จะถูกลบทิ้งด้วยเหตุว่าอาทิตย์นึงๆแค่เอษาคนเดียวก็ปาไปสี่ล้านฉบับ
ยังไม่นับของคนที่ส่งซ้ำกันไปมาอีกหกเจ็ดรอบ
ถึง 250 เมกจะเหลือเฟือ แต่ก็ใช่ว่าจะทนให้มันรกรุงรังได้

มีอยู่ฉบับนึงจากไอตุ๊
สะดุดตาตรง subject "Worth to read"
นิสัยเสียอย่างนึงของเราคือ ชอบจับผิดไวยากรณ์
(ทั้งๆที่ตัวเองก็ใช่ว่าจะใช้ได้ถูกหมด)
ก็เลยอยากเปิดดูว่าข้างในจะมีอะไรให้จับอีก

เป็นการถอดความจากปาฐกถาพิเศษของ Steve Jobs
ที่ Stanford เมื่อเดือนมะโว้
เห็นว่า กิตติ สิงหาปัด เป็นคนถอดความ
(ปกติเจอเค้าเราจะเปลี่ยนช่องเพราะรำคาญที่ชอบเว้นวรรคทุก 1-2 คำ)
ภาษาพูดของ Steve เหมือนภาษาเขียน
ภาษาเขียนของ กิตติ เหมือนภาษาพูด
เลยต้องยอมเลื่อนลงไปอ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษแทน

เจอประโยคที่ธรรมดามากแต่ก็จี๊ด

Your work is going to fill a large part of your life,
and the only way to be truly satisfied
is to do what you believe is great work.

ตอนที่พยายามจะสรุปหัวข้อ thesis
ความคิดของทุกคนในตอนนั้นฟุ้งซ่านแตกกระเจิง
อยากทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ น่าตื่นเต้น ให้สมกับที่เป็นศิลปนิพนธ์
ถือเป็นการทิ้งทวนฝีแปรงฝีเมาส์
และความคิดบรรเจิดให้ประจักษ์กับชาวโลก

ตั้งแต่
ออกแบบ graphic ของหนังสือ kitchen
CI สำหรับห้องสมุดวรรณกรรมเยาวชน
แผนภูมิแจกแจงหมวดหมู่ของธรรมะ
หนังสือภาพอธิบายขั้นตอนการทำความดีแนวฮาๆ - ไม่มี text
หนังสือ self - efficiency แบบฮาๆ - ไม่มี text
หนังสือ Children are gifts
- เทอมที่แล้วทำไม่เต็มที่เลยอยากจะถ่ายรูปเด็กอย่างจริงจัง
ร้านเครื่องเขียนแนวเศรษฐกิจพอเพียง ชื่อร้าน พอ
(ถ้ามีลูกก็จะให้ชื่อนี้เหมือนกัน)
ร้านไปรษณีย์สำหรับให้คนท้องเขียนจดหมายถึงลูกตัวเอง
แล้วอีก 10 20 30ปี เราจะส่งไปให้ลูกคุณเป็นของขวัญวันเกิด
แล้วยังมีเพ้อเจ้อกว่านี้ไปอีกเรื่อยๆ
ยิ่งพอเห็นเพื่อนๆที่คิดออกแล้วมันยิ่งกดดัน
โครงการในฝันที่มัวแต่เพ้อเจ้อจนไม่ได้ชอบอะไรซักอัน
สุดท้ายก็ถูกล้มเลิกไปจนหมด
เพียงแค่อ้อมมาสะกิดให้แค่ประโยคเดียว

เรา : อยากทำร้านเครื่องเขียน 
        อยากออกแบบชุดกระดาษเขียนจดหมาย
        แต่อาจารย์บอกว่า ว้า ธรรมดา
อ้อม : เมย์ก็ทำกระดาษเองเดะ

วิชา book design เทอมที่ผ่านมา อาจารย์ให้ทำกระดาษเอง
ถึงจะขี้เกียจจนส่งเลทเอาเป็นเดือนๆ
แถมยังแปะๆอะไรกะหลั่วๆน่าอาย
เอาให้ดูรู้กันไปเลยว่าเผา
แต่ตอนที่ได้ลองทำดูแล้วจริงๆก็รู้สึกสนุก
แอบอยากทำเล่นอีกเรื่อยๆ
จำไม่ได้แล้วว่าได้บอกกับอ้อมแบบนี้รึเปล่า
แต่วันนั้นได้อ้อมเตือนสติไว้ ขอบคุณจริงๆ

ท้ายที่สุดแล้วโครงการของเราคือร้านขายกระดาษ
พอมานั่งตกตะกอนว่าต้องทำอะไรบ้าง
ภาพในหัวมันสวยงามสนุกสนาน
ตะกอนตกไป เราก็มีความสุขไป
ถึงได้เข้าใจว่า
ไอ้ความรู้สึกตะหงิดๆอยากจะทำมันเดี๋ยวนี้นี่แหละที่จะตัดสินว่า
ทำดีรึเปล่า
ตอนนี้อยากจะทำทุกอย่างให้ดีที่สุดเพื่อเป็นการตอบแทนตัวเอง
ที่อุตส่าห์รู้ตัวว่างานอะไรที่ทำให้มีความสุข
หลุดมาจากการพลัดหลงอยู่ในวงจรโครงการยิ่งใหญ่ที่จะเปลี่ยนโลกทั้งหลายทั้งปวงจนมองข้ามสิ่งสำคัญที่อยู่ใกล้แค่ใจคิด

ความตื่นเต้นในตอนที่ช้อนกระดาษขึ้นมาจากน้ำ
คว่ำลงไปบนผ้าขาวๆ แล้วเห็น texture ที่ตั้งใจทำไว้
เป็นความสุขแบบเดียวกับเวลาที่กดชัตเตอร์ได้พอดีกับจังหวะที่เด็กยิ้มได้อ่อนโยนที่สุด
ทำการบ้านภาษาจีนได้โดยไม่ต้องเปิดหาวิธีเขียนบางตัว
แกะเพลงที่ชอบได้ทันทีที่มือจับกีตาร์ ทั้งๆที่เป็นเพลงง่ายๆใครๆก็แกะได้
แต่เป็นความสุขคนละแบบกับเวลาที่ข้อสอบฝรั่งเศสออกมาตรงกับที่เราอ่านมาเป๊ะ
อาจารย์ให้เอ งานที่เราไม่ได้ตั้งใจทำ
ครูพละเห็นว่าเล่นไม่เป็นแต่ก็ยังอุตส่าห์ช่วยลงแข่งแทนคนป่วยให้เลยให้คะแนนเพิ่ม
หรือแม้กระทั่งฟังเสียงปรบมือจากคนดูละครเวทีที่เราเป็นทีมงานกะจ้อยร่อย 

สิ่งง่ายๆที่ทำให้เรามีความสุข คือการได้ทำในสิ่งเล็กสิ่งน้อยด้วยความรัก
เป็นคนละแบบกับความภูมิใจในการทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ให้สำเร็จลงได้
(ใครที่สองอย่างนี้ของมันเป็นอย่างเดียวกัน มันผู้นั้นโชคดีที่สุดในโลก)

เรามีคาถาเตือนใจตัวเองเวลาที่เห็นงานอลังการขอเพื่อนแล้วท้อแท้ว่า
Paper is Treasure

เคยอยากเป็นบุรุษไปรษณีย์เพราะคิดว่าจะได้มีจดหมายเยอะๆ

แม้จะไม่ได้ส่งถึงตัวเอง แต่ได้เห็นจ่าหน้าซองน่ารักๆก็มีความสุขแล้ว
ตอนนี้อยากเป็นบรรณารักษ์ เพราะอยากอยู่ในห้องสมุด แถมยังรู้ว่าอะไรอยู่ตรงไหน ได้เห็นหนังสือทุกประเภท
ที่สำคัญยังได้รู้ว่าผู้ชายที่แอบปิ๊งชอบยืมหนังสือแบบไหนบ้าง
บางทีก็อยากเป็นนักเขียนที่ได้ออกแบบรูปเล่ม วางเลย์เอาท์ ทำภาพประกอบ ทำกราฟฟิคเอง
อยากเป็นครูที่มีเด็กๆมาล้อมหน้าล้อมหลัง ทำเสียงออดอ้อน ครูขาๆ
ความฝันจะเล็กน้อยหรือจะยิ่งใหญ่ วิธีวัดก็น่าจะเหมือน thesis ล่ะมั้ง
ไม่ใช่ขนาดธุรกิจ จำนวนเงินเดือน ไม่ใช่ลาภยศ ชื่อเสียง
แต่เป็นความฝันที่อยากจะเป็นให้ได้ ทำให้ได้เดี๋ยวนี้เลย

Steve Jobs ไม่ได้จบปริญญาอะไรเลยซักอย่าง
เข้าเรียนที่ Reed College ได้ 6 เดือนก็ดรอป
เพราะไม่รู้จะเอายังไงกับชีวิตและก็ใช่ว่ามหาลัยจะช่วยให้รู้ได้
พอดรอปแล้วก็ยังไปลงเรียนวิชา calligraphy
(ซึ่งก็คือวิชา typography ที่สอนโดยอ.ผญบ.ของพวกเรา)
10 ปีต่อมาเลยได้เอาความรู้จากวิชานี้
มาใช้ในตอนที่ออกแบบ macintosh เครื่องแรกของโลก
แล้ววินโดวส์ถึงจะตามมาก๊อปปี้วิธีการสร้าง typeface ให้เราๆใช้กันอยู่ทุกวันนี้

เค้าลงท้ายปาฐกถาในวันนั้นว่า
Stay Hungry, Stay Foolish

ปลื้ม Steve
แต่ใช้ Windows
รอให้กระดาษขายได้แผ่นละสี่ร้อยเหมือนในญี่ปุ่นก่อนเหอะ
จะซื้อmacแม่งทีเดียวสิบเครื่องเลย

29 November

what can be sweeter?

วันนี้โคตรมีความสุขเลยว่ะ
เอาแบบนี้บ่อยๆนะพวกแก




27 November

Air we breathe

The galaxy is open, so paint me on your right hand now let's fly off Superman style. You know it would be so good I'd never look back.
With every bit of breath I take, my thoughts say I want you and there is nothing I can do to control these natural instincts. If you're ready we can take it to the heights

And the Air We Breathe will take us
The Air We Breathe
And no, the loneliness won't break us
Coz I know all we need is the Air We Breathe
The Air We Breathe

Apollo's turned and twisted as you take me in your arms tonight 
Oh, it feels so quiet in turbulent times I think I'll build a stairway like a Roman in your heart I will climb and we can start to journey on past all these satin sheets and lift it past all of our control

And the Air We Breathe will take us
The Air We Breathe
You know the loneliness won't break us
Coz I know all we need is the Air We Breathe
The Air We Breathe

Look up to the sky and ssk yourself why coz this enchanted evening wouldn't get you any higher Will the colours fade on all the crimson hearts we made? and broken them before, so it's time to take a flyer

And the Air We Breathe will take us
The Air We Breathe
And no, the loneliness won't break us, no
Coz I know all we need is the Air We Breathe 
25 November

伊藤由奈

If you haven't changed your mind
そばにいてほしいよ Tonight
強がることに疲れたの
幼すぎたの
Every time I think about you baby
今なら言える I miss you
It's so hard to say I'm sorry

たとえば誰かのためじゃなく
あなたのために 歌いたいこの歌を
終わらないstory 続くこの輝きに
Always 伝えたい ずっと永遠に

Memories of our time together
消さないでこのまま 
don't go away

あたたかく溶けだして 確かめるの
優しさのしずく この胸にひろがってく
切ないほどに I'm missin' you
重ねた手 離さないで

たとえば叶うなら もう一度
あなたのために 歌いたいこの歌を
終わらないstory 絶え間ない愛しさで
tell me why 教えてよずっと永遠に

たとえば誰かのためじゃなく
あなたのために 歌いたいこの歌を
終わらないstory 続くこの輝きに
Always 伝えたい ずっと永遠に
 

หักดิบ

Temperature's rising
Fever is high
Can't see no future
Can't see no sky

My feet are so heavy
So is my head
I wish I was a baby
I wish I was dead

Cold turkey has got me on the run

My body is aching
Goose-pimple bone
Can't see no body
Leave me alone

My eyes are wide open
I can't get to sleep
One thing I'm sure of
I'm in at the deep freeze

Cold turkey has got me on the run
Come on,
Cold turkey has got me on the fucking run

Thirty-six hours
Rolling in pain
Praying to someone
Free me again

Oh I'll be a good boy
Please make me well
I promise you anything
Get me out of this hell

Cold turkey has got me on the run
22 November

INFUSION

ตอนป.3 มีคนใช้หนี้ปู่เป็นคีย์บอร์ดยามาฮ่าไซส์กะทัดรัดไม่เกะกะบ้าน
ดีกว่าโดนเชิดไปเปล่าๆ ปู่เลยเอากลับมาให้เล่น
ตั้งแต่เกิดมานอกจากตะโกนแหกปากร้องเพลงแล้ว
เรื่องดนตรีนี่ไม่เห็นว่าจะเข้าข่ายความสนใจของเราเลยซักนิด
(ตอนนั้นปัญญาอ่อนเอาแต่ผลาญตังค์แม่ สะสมกระดาษซานริโอไปวันๆ)
พอมีคีย์บอร์ดอันนั้นมาอยู่ในบ้าน
ก็ต้องลำบากก๊อ ตื๊อให้แกะเพลงนู้นเพลงนี้ให้จิ้มเล่นหน่อย
พี่ชายที่แสนดีก็แกะให้ทุกเพลงดังใจอยาก
เพลงแรกที่หัดจิ้มคือ รางวัลแด่คนช่างฝัน ตามมาด้วย กนกลายโบตั๋น เพลงละครฮิตอื่นๆในสมัยนั้น
พอเบื่อก็ทิ้งๆขว้างๆ (แต่ไซส์มันกะทัดรัดไม่เกะกะบ้าน)
กลับไปสนใจสติกเกอร์เซเลอร์มูนที่แถมมากะโอเดงยาแทน
 
ขึ้นป. 5 เป็นปีแรกที่ต้องเข้าชมรม อะไรก็ได้ แล้วแต่ความสนใจของนักเรียน
นึกไม่ออกเลยจริงๆว่าเราสนใจอะไรบ้าง
พวกชมรมวิชาการแบบ อังกฤษ คณิต ประวัติศาสตร์นี่ไปไกลๆ
แม้แต่ตอนนี้ก็ยังนึกไม่ออกเลยด้วยซ้ำว่าเลือกชมรมอะไรไป
เหมือนกับที่ตอบไม่ได้เวลาโดนถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร
จำได้แค่ว่าถั่วแระเลือกดุริยางค์ เลยได้เอาเมโลเดียนน่ารักๆกลับบ้านไปซ้อม
ด้วยความไร้เดียงสายังไม่รู้จักไวรัสตับอักเสบบี หรือโรคร้ายแรงอื่นๆที่ติดต่อทางน้ำลาย
เพื่อนๆทุกคนขอถั่วแระเล่น เป่ากันจนสายเมโลเดียนเปียกชุ่ม
แค่สะบัดน้ำลายก็กระเซ็นออกมาชะโลมหน้า เสี่ยงต่อการติดเชื้อเป็นอย่างยิ่ง
น่าจะเอาไอ้สายนั่นไปให้คุณยายวรนาถเป่าตะขาบใส่ปากทายาทอสูร
ตอนนั้นเพลงสุดฮิตของห้องคือเพลง เธอยังคงมีฉัน กับเพลง สบตา
อยู่ๆโน้ตสามสี่ตัวมันก็แว้บเข้ามา
เลยเอาของถั่วแระมายืมเล่น
เป็นนาทีมหัศจรรย์ที่รู้ว่า
ต่อให้ไม่ได้เตรียมตัวล่วงหน้าว่าต่อไปจะจิ้มแป้นไหน โน้ตมันก็มาจ่ออยู่ที่นิ้วแล้ว
คราวนี้ไม่ใช่แค่เพลงที่ก๊อแกะให้ ไม่ใช่แค่ สบตาหรือ เธอยังคงมีฉัน
จะเอาเพลงอะไรก็ได้เดี๋ยวนั้น
เป็นความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่อย่างกับว่ากูนี่แหละเป็นคนแปลง Harmonious Blacksmith ให้เป็นโน้ตกีตาร์แบบ 6 variations
ตอนนั้นคิดว่าตัวเองเจ๋งมากที่ทำแบบนั้นได้
พอขึ้นม.1 ถึงจะรู้ว่าความสามารถของเราในการแยกแยะ
ว่าเสียงไหนอยู่ในตำแหน่งไหนของสเกลถูกจำกัดอยู่แค่ในคีย์ C เท่านั้น
 
เหตุการณ์ประสาทแดกแบบนี้เกิดขึ้นตอนเรียนขลุ่ยในวิชาดนตรีของครูอำนวย
(ขลุ่ยก็เล่นเป็นมาก่อนแล้วเพราะเปิ้ลมือขลุ่ยในชมรมดนตรีสนิทกะเราในปีนั้น
ด้วยความอิจฉาเลยซื้อขลุ่ยมาให้เปิ้ลช่วยสอน)
ครูถามเพื่อนๆว่าอยากจะเล่นเพลงอะไรกัน เรือนมยุราได้คะแนนโหวตสูงสุด
แล้วเพื่อนตัวดีก็บอกว่าเมย์เป่าได้ ครูเลยสั่งเป่าเดี๋ยวนั้น
เป่าแบบ improvise ใส่นู่นใส่นี่เข้าไปเอง เพราะไม่มีลมจะลากขลุ่ยได้ยาว 4 ห้องได้
พอเล่นเสร็จเพื่อนๆก็ตบมือเฮกัน
 
ครูก็ยิ้มๆ หยิบมาเป่าบ้าง
ครูเล่นคีย์ Bb ทั้งๆที่ขลุ่ยไทยไม่มีครึ่งเสียง โดยการปิดครึ่งรู
แล้วไม่ต้องมาลำบากไต่ขึ้นไปสูงๆอัดลมเยอะๆ
ตอนนั้นเองที่รู้ว่าเรานี่มันความสามารถแค่เศษเม็ดพริกในไส้ติ่ง
 
ช่วงม.ต้นเป็นช่วงเวลาที่ได้เล่นสนุกกับเครื่องดนตรีจริงๆจังๆ
เพื่อนๆในห้องส่วนมากเป็นบุคคลากรของชมรมดนตรีไทย ก็เลยติดสอยห้อยตามพวกมันเข้าไปเล่นบ้าง
ได้จับเครื่องดนตรีทุกชิ้นในห้อง แม้กระทั่งไม้ขิมก็มั่นใจว่าได้ลองใช้มาหมดแล้วทุกอัน
มาถึงโรงเรียนเช้ามากก็เป็นคนเปิดห้อง เข้าไปนั่งเล่นอยู่คนเดียว
มีแต่คนคิดว่าห้องนั้นน่ากลัว ยิ่งเป็นตอนเช้าๆเงียบๆแบบนั้นยิ่งเหมาะกับการจินตนาการอะไรเตลิดเปิดเปิง
แต่เวลาเช้าในช่วงนั้นเป็นเวลาเช้าที่ยอดเยี่ยมที่สุด
บางชิ้นที่อยากเล่นแต่ไม่เคยได้คิวก็จะตกเป็นของเราผู้เดียวก่อนเจ้าของตำแหน่งจะมา
 
เริ่มเรียนกีตาร์ก็ตอนช่วงนั้น เพราะมาสพรไปเรียนแล้วดูเท่ดี
ขี้อิจฉาเลยขอแม่ไปเรียนบ้าง
ครูสอนกีตาร์พวกเราชื่อติ๊ก เป็นผู้หญิงที่สวยมากๆ ตาโต จมูกโด่ง ถึงจะอ้วนๆหน่อย แต่ก็อ้วนได้สวยสุดๆ
เค้าจบครุดนตรีจุฬา เวลาที่สอนเค้าใจเย็นมากจนเรากลัวว่าจะทำให้รำคาญแล้วเค้าไม่กล้าแสดงออก
เวลาครูหยิบกีตาร์ขึ้นมาเล่นเล่นๆ ในระหว่างที่ให้เราซ้อมไล่สเกล เราจะไม่เป็นอันซ้อม เพราะมัวแต่ทึ่งฝีมือครู
จนช่วงนั้นแอบคิดว่าอยากเป็นครูสอนดนตรีแบบครูติ๊กบ้าง
ช่วงปีที่ 3 ประมาณม.4 เป็นยุคทองของการเล่นกีตาร์ของเรา
รุ่งเรืองถึงขั้นแกะคอร์ดได้ทุกเพลงและเกือบจะทุกคีย์
พงษ์วิทย์คอมที่เล่นเก่งมากๆ(แต่น่ากลัว)ยังถามว่า แกไปหัด transpose มาจากไหน
แถมอ่านโน้ตได้คล่องอย่างกะว่าเป็นภาษาไทยธรรมดาๆ(เว่อร์เอง)
เข้าชมรมดนตรีที่เตรียมก็ยิ่งเจอคนที่เก่งมากๆแบบน่ากราบตีน
ได้เปิดหูเปิดตาว่าตัวเองก็ยังเป็นแค่เศษเม็ดพริกในลำไส้ใหญ่
 
เราเลิกเรียนกีตาร์ก็ตอนนั้น
โดยบอกเหตุผลกับครูติ๊กว่าเรียนหนัก - ข้ออ้างสุดเสี่ยว
จากนั้นมาก็เล่นเล่นๆมาตลอด ไม่ได้พยายามจะหาอะไรเพิ่มเติมให้ตัวเอง
มาถึงตอนนี้ transpose ทันทีได้แค่ 3 คีย์
นอกนั้นต้องมานั่งบวกลบคูณหารเอา
เพลงยากๆที่เคยเล่นได้ก็กระท่อนกระแท่นเต็มที
โน้ตก็แทบจะอ่านไม่ออกแล้ว
เพลงคลาสสิคที่ยังพอจำได้ ไม่ได้จำจากเสียง แต่จำจากตำแหน่งมือ
 
อาทิตย์ที่แล้วพาเล่าให้ฟังว่ามีเพื่อนคนนึงสามารถรู้ได้ทันทีว่าเสียงพูดใครเป็นคีย์อะไร
เรียกว่า perfect pitch
สำหรับเราถือเป็นเรื่องมหัศจรรย์มากเพราะไม่เคยได้ยินว่ามีคนแบบนี้ในโลกมาก่อน
เราก็เลยได้เป็นแค่เศษเม็ดพริกที่เล็กลงเรื่อยๆในจักรวาลที่ขยายตัวอยู่ตลอดเวลา
 
.....
 
ไปดูนานะมาแล้วอารมณ์ค้าง
นึกไม่ออกว่าถ้าไม่ได้อ่านการ์ตูนมาก่อนจะรู้สึกยังไงกับหนังเรื่องนี้
อาจจะชอบมากพอๆกับคนที่เคยอ่าน
หรือจะเห็นนานะเป็นสมิงสาว เห็นฮาจิเป็นสาวง้องแง้ง
แล้วก็ออกจากโรงแบบกลัวๆ
 
เราดูหนังเรื่องนี้คนเดียว
ดูแล้วก็อยากมีอารมณ์อกหัก
จะได้หาเรื่องอ้อนเพื่อนได้เต็มที่
 
ไม่ค่อยมีใครโหยหาความรักแบบเพื่อนๆ
เพราะมันมีอยู่ตลอดเวลา (ถ้ามึงมีเพื่อน)
แค่มันอาจจะดูขัดเขินไปหน่อยถ้าต้องมาแสดงออกกันให้เห็นตรงๆหรือบ่อยๆ
มันอาจจะออกมาในรูปแบบที่ไม่ได้ดูเป็นการแสดงความรักทั้งๆที่มีอยู่เต็มเปี่ยมเช่น
ส่งดาเป็นตัวแทนไปเป่ายิ้งฉุบกับชายฉกรรจ์ถาปัดกลุ่มใหญ่
ตะโกนชื่อกวางเวลาพี่อายิโนะเดินผ่าน เป็นต้น
 
หนังน่ารักๆแบบนี้น่าจะได้ดูกับเพื่อนรัก
 
.....
 
คิดถึงฉากที่เท่ที่สุดแล้วอยากกระโดดขึ้นไปบนโต๊ะไม้ตัวนั้นระเบิดเสียงกีตาร์ออกมาลั่นบ้านมั่ง(หรือจะเป็นคอนโดนุ่นดี)
 
แต่ว่า เม็ดพริกกระโดดไม่ได้หนิ
.....
 
ขอให้อากาศดีแบบนี้จนถึงกุมภา